แนะนำแหล่งท่องเที่ยวของทางภาคเหนือ

เราจะพาท่านขึ้นไปเที่ยวภาคเหนือของประเทศไทยเรา ว่ามีแหล่งท่องเที่ยวอะไรที่น่าสนใจบ้างเชิญไปเที่ยวไทยกับเราเลยยย

กว่า 2,500 โรงแรม รีสอร์ททั่วประเทศให้คุณเลือกในราคาลดพิเศษสูงสุด 75%

ให้บริการโดย www.paiteawthai.blogspot.com ร่วมกับ www.ido24.com •โทรแจ้งเจ้าหน้าที่เพื่อยืนยันการชำระเงินที่ 02 664 0939

สนใจลงโฆษณาตรงนี้ ขนาด 930*300 pixels

ติดต่อลงโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ธุรกิจท่านตรงนี้ราคาเพียง 599 บาท/ เดือนเท่านั้น โทร.084-4101901

สนใจลงโฆษณาตรงนี้ ขนาด 930*300 pixels

ติดต่อลงโฆษณา หรือประชาสัมพันธ์ข่าวสาร ธุรกิจท่านตรงนี้ราคาเพียง 599 บาท/ เดือนเท่านั้น โทร.084-4101901

แนะนำโรงแรม รีสอร์ท บังกะโล โฮมสเตย์ ที่พักต่างๆ

แนะนำที่พักต่างๆอาทิเช่นโรงแรม รีสอร์ท โฮมสเตย์ สอบถามราคา และสั่งจองล่วงหน้าได้ที่นี่

ไปไหว้พระขอพรรับปีใหม่ ตามวัดประจำรัชกาล


วัดประจำรัชกาล

วัดประจำรัชกาล

รัชกาลที่ 1 : วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร

คติ : ร่มเย็นเป็นสุข
เครื่องสักการะ : ธูป 9 ดอก เทียนคู่ ทองคำเปลว 11 แผ่น

วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ราชวรมหาวิหาร หรือที่รู้จักกันในนาม "วัดโพธิ์" เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก เดิมชื่อ "วัดโพธาราม" พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ 1 ทรงบูรณะและโปรดเกล้าฯ ให้สร้างพระเจดีย์เพื่อบรรจุพระพุทธรูปพระศรีสรรเพชญ์ ซึ่งอัญเชิญมาจากกรุงศรีอยุธยา ต่อมาใน พ.ศ. 2377 รัชกาลที่ 3 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้บูรณะพระเจดีย์ แล้วพระราชทานนามว่า "พระมหาเจดีย์ศรีสรรเพชญดาญาณ" และทรงสร้าง "พระมหาเจดีย์ดิลกธรรมกนิธาน" เพื่ออุทิศถวาย รัชกาลที่ 2 และทรงมีพระราชประสงค์ให้วัดโพธิ์เป็น "มหาวิทยาลัยสำหรับประชาชน" จึงโปรดเกล้าฯ ให้รวบรวมสรรพวิชาความรู้มาจารึกบนแผ่นศิลาติดไว้บริเวณพระอุโบสถ เพื่อให้ประชาชนมาศึกษาหาความรู้

ที่วัดโพธิ์มี "พระพุทธเทวปฏิมากร" ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ ใต้ฐานชุกชี บรรจุพระบรมอัฐิของรัชกาลที่ 1 มีพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไสยาสน์ที่สวยงามที่สุด และองค์ใหญ่เป็นอันดับ 4 ในประเทศไทย เป็นพระพุทธรูปก่ออิฐถือปูนพื้นพระบาทประดับมุก เป็นภาพมงคล 108 ประการ นอกจากนั้น วัดโพธิ์ยังมีเจดีย์ทั้งสิ้น 99 องค์ ถือว่าเป็นวัดที่มีเจดีย์มากที่สุดในประเทศไทย และมีพระมหาเจดีย์ 4 รัชกาล คือ รัชกาลที่ 1- 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และในปัจจุบันวัดโพธิ์เปิดอบรมเผยแพร่วิชาการแพทย์แผนโบราณ โดยผู้ผ่านการอบรมจะได้รับใบประกอบโรคศิลป์จากกระทรวงสาธารณสุข
แผนที่ วัดโพธิ์

สถานที่ตั้ง : ด้านหลังพระบรมมหาราชวัง ถนนสนามไชย แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
วัดประจำรัชกาล

รัชกาลที่ 2 : วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร

คติ : ชีวิตรุ่งโรจน์ทุกคืนวัน
เครื่องสักการะ : ธูป 3 ดอก เทียนคู่

วัดอรุณราชวรารามราชวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก สร้างสมัยกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อวัดมะกอก เมื่อ พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (พระเจ้ากรุงธนบุรี) เสด็จทางชลมารคจากกรุงศรีอยุธยามารุ่งเช้าที่หน้าวัดมะกอก จึงโปรดเกล้าฯ ให้ปฏิสังขรณ์ แล้วเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น "วัดแจ้ง" ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย รัชกาลที่ 2 ได้ทรงปฏิสังขรณ์และพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดอรุณราชวราราม" และในสมัยกรุงธนบุรี ทั้งนี้ วัดอรุณราชวราราม เคยเป็นที่ประดิษฐานของพระแก้วมรกต ก่อนที่จะอัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดพระแก้ว นอกจากนั้นยังมียักษ์ปูนปั้นขนาดใหญ่ 2 ตน ตั้งอยู่หน้าประตูซุ้มยอดพระมงกุฏ ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปในนาม "ยักษ์วัดแจ้ง"

ภายในมีสิ่งที่น่าสนใจมากมาย เช่น พระปรางค์ที่ใหญ่ที่สุดในโลกสูง 33 วาเศษ ประดับด้วยชิ้นกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ ยอดพระปรางค์เป็นนภศูล ในสมัยรัชกาลที่ 3 มีปรางค์ทิศทั้ง 4 ประดิษฐานพระพุทธรูปปางประสูติ เทศน์พระธัมมจักร ตรัสรู้ นิพพาน การเดินเวียนทักษิณาวัดรอบพระปรางค์ 3 รอบ โดยเดินเวียนขวา (ตามเข็มนาฬิกา) เพื่อความเป็นสิริมงคล, มีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐาน "พระพุทธธรรมมิศรราชโลกธาตุดิลก" ซึ่งรัชกาลที่ 2 ทรงปั้นหุ่นและพระพักตร์ด้วยฝีพระหัตถ์พระองค์เอง และยังมีพระวิหารที่มีพระบรมสารีริกธาตุที่เกศพระพุทธชมภูนุชฯ มีพระอรุณหรือพระแจ้ง ที่รัชกาลที่ 4 ทรงอัญเชิญมาจากเวียงจันทน์

สถานที่ตั้ง : ข้างกองทัพเรือ ถนนอรุณอัมรินทร์ เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
วัดประจำรัชกาล

รัชกาลที่ 3 : วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร

วัดราชโอรสารามราชวรวิหาร หรือ วัดราชโอรส พระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และถือเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 3 (พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว) แห่งบรมราชวงศ์จักรี เป็นวัดราษฎร์ที่สร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี เดิมเรียกว่า "วัดจอมทอง" หรือ "วัดเจ้าทอง" หรือ "วัดกองทอง"

เมื่อ พ.ศ. 2363 มีข่าวว่าพม่าเตรียมยกทัพเข้ามาตีสยาม รัชกาลที่ 2 จึงโปรดฯ ให้ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ (รัชกาลที่ 3) ทรงเป็นแม่ทัพ คุมพลไปรบกับพม่า ทางเจดีย์ 3 องค์ จังหวัดกาญจนบุรี จึงได้เสด็จประทับแรมที่หน้าวัดจอมทองแห่งนี้ และทรงทำพิธีเบิกโขลนทวารตามลักษณะพิชัยสงคราม อธิษฐานให้ประสบความสำเร็จกลับมาโดยสวัสดิภาพ แต่เนื่องจากพม่าไม่ได้ยกทัพมาตามที่เล่าลือ พระเจ้าลูกยาเธอกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ จึงเสด็จกลับพระนคร และโปรดให้ปฏิสังขรณ์วัดจอมทองใหม่ทั้งวัด และถวายเป็นพระอารามหลวง อีกทั้งทรงโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามใหม่ว่า "วัดราชโอรส"

สิ่งสำคัญของวัด เช่น พระอุโบสถ ที่มีลักษณะทางสถาปัตยกรรมและศิลปกรรมผสมระหว่างไทยกับจีน หลังคาเป็นแบบจีนมุงกระเบื้องสีแบบไทย ไม่มีช่อฟ้าใบระกา หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบสีต่าง ๆ ตกแต่งเป็นรูปแจกันดอกเบญจมาศ มีรูปสัตว์มงคลตามคติของจีน, พระพุทธอนันตคุณอดุลญาณบพิตร พระประธานในพระอุโบสถเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ หน้าตักกว้างประมาณ 1 วา 2 ศอก หรือประมาณ 3.10 เมตร สูงประมาณ 2 วา 1 ศอก หรือ ประมาณ 4.50 เมตร รัชกาลที่ 4 โปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญพระสรีรังคารของรัชกาลที่ 3 มาประดิษฐานไว้ที่ฐานพระพุทธรูป พร้อมกับถวายพระปรมาภิไธยประจำรัชกาล และศิลาจารึกดวงชันษา และเมื่อ พ.ศ. 2504 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานนพปฎลมหาเศวตฉัตร (ฉัตร 9 ชั้น)

และพระแท่นที่ประทับใต้ต้นพิกุล รัชกาลที่ 3 ขณะดำรงพระอิสริยยศเป็นหมื่นเจษฎาบดินทร์ เมื่อทรงเสด็จมาทรงคุมงานและตรวจการก่อสร้าง จะทรงประทับที่พระแท่นใต้ต้นพิกุลใหญ่ทางด้านซ้ายของพระอุโบสถนี้เสมอ และเล่ากันว่าพระองค์เคยรับสั่งไว้ว่า "ถ้าฉันตายจะมาอยู่ที่ใต้ต้นพิกุลนี้" ด้วยเหตุนี้เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์เสด็จมาพระอารามแห่งนี้ ก็จะทรงมาถวายสักการะพระแท่นที่ประทับใต้ต้นพิกุลนี้เสมอ และเมื่อเสด็จพระราชดำเนินถวายผ้าพระราชกฐินหรือเจ้านายเสด็จในการทอดกฐินพระราชทาน เจ้าหน้าที่จะตั้งเครื่องมุกไว้ทรงสักการะ ณ พระแท่นที่ประทับใต้ต้นพิกุลนี้ด้วยทุกครั้ง
วัดราชโอรส

สถานที่ตั้ง : ถนนเอกชัย แขวงบางค้อ เขตจอมทอง กรุงเทพฯ
วัดประจำรัชกาล

รัชกาลที่ 4 : วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร เป็นอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร และเป็นวัดที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นพระอารามหลวงของพระมหากษัตริย์ ตามโบราณราชประเพณี และทรงรับเข้าอยู่ในพระบรมราชูปถัมภ์ของพระกษัตริย์ทุกพระองค์สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้

พระราชประสงค์อีกประการหนึ่งในการสร้างวัดนี้ขึ้น ก็เพื่ออุทิศถวายแด่พระสงฆ์คณะธรรมยุติกนิกายโดยเฉพาะ เนื่องจากครั้งยังทรงผนวชอยู่ ทรงเป็นหัวหน้านำพระสงฆ์ชำระข้อปฏิบัติ ก่อตั้งคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกายขึ้น รวมทั้งทรงมีพระราชประสงค์จะสร้างวัดธรรมยุติกนิกายขึ้นใกล้กับพระบรมมหาราชวัง เพื่อพระองค์และข้าราชบริพาร ที่ต้องการทำบุญกับวัดธรรมยุติกนิกายไม่ต้องเดินทางไปไกลนัก พระอารามนี้จึงนับเป็นพระอารามแรกของคณะสงฆ์ธรรมยุติ

และเพื่อให้เหมาะสมกับเป็นที่ประดิษฐานหลักศิลา ซึ่งเป็นสีมามีจารึกคาถาบาลีและภาษาไทย โดยเป็นบทพระราชนิพนธ์ รวม 10 หลัก ปรากฏในประกาศเมื่อ พ.ศ. 2411 เรื่องประกาศให้เรียกนามวัดราชประดิษฐ์ให้ถูก อนึ่ง ในอดีตได้มีผู้เรียกวัดราชประดิษฐ์ว่า วัดราชบัณฑิต บ้าง หรือ วัดทรงประดิษฐ์ บ้าง ซึ่งไม่ถูกต้องกับที่พระราชทานนามไว้ จึงทรงกำชับว่า ให้เรียกชื่อวัดว่า "วัดราชประดิษฐ์" หรือ "วัดราชประดิษฐ์สถิตย์มหาสีมาราม" ถึงกับทรงออกประกาศให้ทราบโดยทั่วกัน ครั้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ช่างปฏิสังขรณ์สิ่งชำรุดทรุดโทรมทั่วทั้งพระอาราม

สิ่งสำคัญของวัด เช่น พระวิหารหลวง ตั้งตระหง่านอยู่บนพื้นไพที ทรวดทรงทั่วไปสวยงามมาก มีมุขหน้าและหลัง ทั้งหลังประดับด้วยหินอ่อนตลอด หลังคามุงด้วยกระเบื้องสีส้มอ่อน ๆ มีช่อฟ้า ใบระกา ประดับเสริมด้วยพระวิหารหลวง ทำให้เด่นประดุจตั้งตระหง่านอยู่บนฟากฟ้านภาลัย ทั้งนี้ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม เป็นพระอารามหลวงที่ไม่มีพระอุโบสถ มีเฉพาะพระวิหารหลวงใช้ประกอบพิธีสังฆกรรม ดังนั้น พระวิหารหลวงจึงถือว่าเป็นพระอุโบสถของวัดด้วย, พระประธานในพระวิหารหลวง มีพระนามว่า พระพุทธสิหังคปฏิมากร เป็นพระพุทธรูปปางสมาธิ มีหน้าตักราว 1 ศอก 6 นิ้ว ประดิษฐานอยู่บนฐานชุกชีภายใต้ษุษบก อนึ่ง ภายหลังรัชกาลที่ 4 เสด็จสวรรคตแล้ว รัชกาลที่ 5 จึงโปรดเกล้าฯ ให้อัญเชิญ พระบรมอัฐิ (บางส่วน) ของสมเด็จพระบรมชนกนาถ บรรจุ ภายในพระพุทธอาสน์ของ "พระพุทธสิหังคปฏิมากร"

พระเจดีย์ทรงลังกาองค์ใหญ่ คือ ปาสาณเจดีย์ เป็นเจดีย์ทรงกลมฐานสี่เหลี่ยม ก่ออิฐถือปูน ภายนอกประดับด้วยกระเบื้องหินอ่อนทั้งองค์ เป็นที่มาของคำว่า ปาสาณเจดีย์ ซึ่งหมายถึงเจดีย์หิน และด้านหน้าปาสาณเจดีย์ เป็นที่ประดิษฐาน, ศาลาการเปรียญ ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตกของพระวิหารหลวง เป็นอาคารคอนกรีตชั้นเดียว ลักษณะสถาปัตยกรรมแบบโบสถ์ขนาดเล็กของกรีกโบราณ เพดานประดับด้วยดวงตราประจำพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 บริเวณนี้เป็นเขตหวงห้ามสำหรับสตรี หรือเขตสังฆาวาส อันเป็นบริเวณที่ห้ามสตรีผ่านเข้าออก ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 4 จนถึงปัจจุบัน เนื่องจากเป็นบริเวณที่ตั้งกุฏิสงฆ์ มีป้ายปิดที่ประตูว่า ห้ามสตรีเพศผ่าน ด้วยเพราะธรรมยุติกนิกายนั้นเคร่งครัดในพระธรรมวินัยมาก

และศิลาจารึก ด้านหลังพระวิหารหลวงมีซุ้มซึ่งแกะสลักด้วยหินอ่อนทั้งแผ่น ภายในซุ้มเป็นที่ประดิษฐาน ศิลาจารึก ประกาศในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 2 ฉบับ

ฉบับแรกเป็นประกาศการสร้างวัดถวายพระสงฆ์ธรรมยุติกนิกาย จารึกในปีพุทธศักราช 2407
ฉบับหลังเป็นประกาศเรื่องงานพระราชพิธีผูกพัทธสีมาวัด จารึกในปีพุทธศักราช 2408

ประกาศทั้ง 2 ฉบับ ลงพระปรมาภิไธยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ข้อความในศิลาจารึกทั้ง 2 ฉบับนั้นนับว่ามีความสำคัญ ซึ่งเป็นมหามรดกล้ำค่าที่เป็นมหาสมบัติของคณะธรรมยุติกนิกาย
วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม

สถานที่ตั้ง : ถนนสราญรมณ์ แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
วัดประจำรัชกาล

รัชกาลที่ 5 และ รัชกาลที่ 7 : วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม ราชวรวิหาร

วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชวรวิหาร พระอารามประจำรัชกาลที่ 5 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และรัชกาลที่ 7 พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ในพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยสร้างเลียนแบบ 2 วัดคือ วัดพระปฐมเจดีย์ กับ วัดราชประดิษฐ์สถิตมหาสีมาราม ซึ่งเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4 ทั้งนี้ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดฯ ให้สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2412 เมื่อทรงเสวยราชสมบัติได้ 1 ปี เพื่อให้เป็นวัดประจำรัชกาลตามโบราณราชประเพณี เป็นวัดธรรมยุติกนิกาย ครั้นถึงรัชกาลที่ 6 ทรงคำนึงถึงว่าวัดเป็นศาสนสถานที่ได้มีการสร้างขึ้นมามากแล้ว จึงทรงโปรดฯ ให้สร้างโรงเรียนวชิราวุธเป็นสถานศึกษาของกุลบุตร แทนการสร้างวัด ด้วยแนวทางพระราชดำรินี้ รัชกาลที่ 7 ก็มิได้ทรงสร้างวัด หากทรงรับพระราชทานภาระทะนุบำรุงบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามนี้แทนการสร้างวัดประจำรัชกาล

นอกจากเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 5 และรัชกาลที่ 7 แล้ว ยังเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า และ สมเด็จพระสังฆราช คือ องค์ที่ 11 และองค์ที่ 18 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ และเคยเป็นที่ประทับของ สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศสยามมกุฎราชกุมาร พระองค์แรก เมื่อทรงผนวชเป็นสามเณร รัชกาลที่ 5 โปรดให้ถวายเทศน์มหาเวสสันดรชาดก กัณฑ์สักกบรรพ ประทับ ณ การเปรียญคณะนอก โดยมีสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เสด็จมาประทับแรมอยู่ด้วย
สำหรับคำว่า "ราชบพิธ" หมายถึง พระราชาทรงสร้าง กล่าวคือ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างขึ้นเพื่อเป็นที่ระลึกสำหรับพระอัครมเหสี พระราชเทวี และเจ้าจอมพระสนมเอกของพระองค์ ส่วนคำว่า "สถิตมหาสีมาราม" ก็คือ เป็นวัดที่ประดิษฐานเสมาขนาดใหญ่ ซึ่งตามปกติแล้วเสมาของวัดโดยทั่วไปจะอยู่ตามมุม หรือติดอยู่กับตัวพระอุโบสถ แต่เสมาของวัดนี้ตั้งอยู่บนกำแพงรอบวัดถึง 8 ด้าน จึงเป็นการขยายเขตทำสังฆกรรมของสงฆ์ให้กว้างขึ้น

บริเวณวัดนี้เดิมเป็นวังของ พระบรมวงศ์เธอกรมหลวง บดินทร ไพศาลโสภณ ทั้งนี้ วัดราชบพิธฯ เริ่มก่อสร้าง เมื่อ พ.ศ. 2412 - พ.ศ. 2413 (สมัยรัชกาลที่ 5) นิมนต์พระสงฆ์จากวัดโสมนัสวรวิหารมาจำพรรษา พร้อมกับอัญเชิญพระพุทธนิรันตรายมาประดิษฐานไว้ในพระอุโบสถ โดยภายในวัดแบ่งออกเป็น 3 ส่วน คือ เขตพุทธาวาส เขตสังฆาวาส และเขตสุสานหลวง
วัดประจำรัชกาล

สิ่งสำคัญของวัด เช่น พระเจดีย์ ทรงกลมตั้งอยู่บนฐานทักษิณประดับกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์อัดพิมพ์นูนทั้งองค์ ฐานทักษิณเจาะเป็นซุ้มคูหา 16 ซุ้ม ประดิษฐานพระพุทธรูปปางต่าง ๆ 14 ซุ้ม และพระรูปหล่อสมเด็จพระสังฆราชเจ้า และสมเด็จพระสังฆราช, สุสานหลวง มีอนุสาวรีย์ซึ่งรัชกาลที่ 5 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างไว้เพื่อประดิษฐานพระสรีรางคารแห่งสายพระราชสกุลในพระองค์ ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูธเรศธำรงศักดิ์ เป็นแม่กองจัดทำและออกแบบก่อสร้าง ต่อมาพระบรมวงศ์ฯ สร้างขึ้นในชั้นหลังบ้างโดยตกแต่งเป็นงานศิลปกรรมหลากหลาย ล้วนมีคุณค่างานศิลปกรรมทั้งสิ้นอยู่นอกกำแพงด้านทิศตะวันตก ปัจจุบันอนุสาวรีย์มีจำนวน 34 องค์ อนุสาวรีย์เหล่านี้เป็นสังเวชนียสถานเครื่องเตือนใจ ให้ได้มรณานุสติระลึกถึงความตาย และความไม่เที่ยงแท้แน่นอนของสังขารได้อย่างดียิ่ง

พระประธานในพระอุโบสถ ประดิษฐานบนฐานชุกชีหินอ่อนจากประเทศอิตาลี มีพระนามว่า "พระพุทธอังคีรส" แปลว่า มีรัศมีแผ่ซ่านออกจากพระวรกาย หล่อในสมัยรัชกาลที่ 4 กะไหล่ทองคำเนื้อแปดหนัก 180 บาท เป็นทองที่ตกแต่งพระองค์รัชกาลที่ 5 แต่ยังทรงพระเยาว์ ฐานบัลลังก์กะไหล่ทองเนื้อหกหนัก 48 บาท รองรับเหนือองค์พระพุทธอังคีรส มีนพปฏลมหาเศวตฉัตรกั้น เดิมเป็นเศวตฉัตรกั้นเหนือพระโกศพระบรมศพรัชกาลที่ 5 ภายใต้ฐานบัลลังก์กะไหล่ทองบรรจุพระบรมอัฐิและพระอัฐิ 6 พระองค์ คือ รัชกาลที่ 2, รัชกาลที่ 3, รัชกาลที่ 4, รัชกาลที่ 5, สมเด็จพระศรีสุลาลัยพระบรมราชชนนีในรัชกาลที่ 3 และพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ สมเด็จกรมพระยาสุดารัตนราชประยูร ธิดาในรัชกาลที่ 3 (พระอภิบาลรัชกาลที่ 5 แต่ทรงพระเยาว์

พระอุโบสถ ภายนอกเป็นศิลปะประดับกระเบื้องเคลือบเบญจรงค์ที่งามวิจิตร เป็นเอกลักษณ์พิเศษแห่งเดียวในประเทศไทย, ตำหนักอรุณ รัชกาลที่ 5 ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นเป็นที่ประทับของ พระวรวงค์เธอพระองค์เจ้าพระอรุณนิภาคุณากร ที่ สมเด็จพระพุฒาจารย์ เจ้าอาวาสยุคที่ 1 เป็นอาคาร 3 ชั้น มีทางเชื่อมกับพระที่นั่งสีตลาภิรมย์, เกยและพลับพลาเปลื้องเครื่อง อยู่ที่กำแพงวัดด้านตะวันออกเฉียงเหนือ หน้าบันเป็นตราราชวัลลภ บานประตูหน้าต่างแกะสลักลงรักปิดทองประดับกระจกสี ใช้สำหรับพระเจ้าแผ่นดินเสด็จพระราชดำเนินด้วยขบวนพยุหยาดตราทางสถลมารค โดยพระราชยานหาม (ทางบก) ใช้เป็นที่ทรงแต่งพระองค์ในพลับพลาเปลื้องเครื่องนั้น
วัดราชบพิธ

สถานที่ตั้ง : ถนนเฟื่องนคร แขวงวัดราชบพิธ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร

**หมายเหตุ พระอุโบสถของวัดราชบพิธฯ จะเปิดให้เข้าชมเฉพาะในวันสำคัญทางศาสนาและวันพระเท่านั้น
วัดประจำรัชกาล

รัชกาลที่ 6 : วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

คติ : พบแต่สิ่งดีงามในชีวิต
เครื่องสักการะ : ธูป 9 ดอก เทียน 1 เล่ม ดอกบัว 3 ดอก

ด้วยเหตุผลที่ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ไม่มีวัดประจำรัชกาล แต่มีพระบรมราชโองการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบัน ขึ้นแทนวัดประจำรัชกาล แต่พระบรมราชสรีรางคารของพระองค์ บรรจุที่ฐานพระร่วงโรจนฤทธิ์ พระปฐมเจดีย์ จังหวัดนครปฐม และฐานพระพุทธชินสีห์ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร ตามที่มีพระบรมราชโองการสั่งไว้ในพระราชพินัยกรรม จึงมีผู้เห็นว่าควรเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 6 ไป

สำหรับ วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร เป็นพระอารามหลวงชั้นเอก ชนิดราชชวรวิหาร สมเด็จพระบวรราชเจ้ากรมพระราชวังบวรมหาศักดิพลเสพ กรมพระราชวังบวรสถานมงคลในรัชกาลที่ 3 ทรงสร้างขึ้นใหม่ระหว่าง พ.ศ. 2367 - 2375 เดิมมีชื่อเรียกว่า วัดใหม่ ได้รับพระราชทานชื่อใหม่ เมื่อรัชกาลที่ 3 ทรงอาราธนา สมเด็จพระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ามงกุฎ เสด็จมาประทับเมื่อปี พ.ศ. 2375 นอกจากนี้ ยังเป็นวัดที่รัชกาลที่ 6, รัชกาลที่ 7 และรัชกาลปัจจุบันทรงผนวช เป็นวัดของคณะ สงฆ์ฝ่ายคามวาสีของธรรมยุติกนิกาย
สิ่งสำคัญภายในวัดบวรนิเวศวิหาร ได้แก่ พระอุโบสถ เป็นอาคารแบบตรีมุข หน้าบันประดับกระเบื้องเคลือบ ตรงกลางมีตรามหามงกุฎ พระประธานในพระอุโบสถและพระพุทธชินสีห์ วิหารพระศาสดา พระเจดีย์ใหญ่ และพระตำหนักปั้นหยา สถานที่ประทับของพระมหากษัตริย์และเจ้าฟ้าที่ทรงผนวช
วัดบวรนิเวศราชวรวิหาร

สถานที่ตั้ง : ตั้งอยู่ริมถนนบวรนิเวศและถนนพระสุเมรุ แขวงนิเวศ เขตพระนคร กรุงเทพมหานคร
วัดประจำรัชกาล

รัชกาลที่ 8 : วัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร

คติ : วิสัยทัศน์กว้างไกล มีเสน่ห์แก่บุคคลทั่วไป
เครื่องสักการะ : ธูป 3 ดอก เทียน 1 เล่ม

วัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร เป็นพระอามามหลวงชั้นเอก และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 8 พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เดิมชื่อ "วัดมหาสุทธาวาส" วันนี้เริ่มสร้างเมื่อปี พ.ศ. 2350 เสร็จสมบูรณ์ พ.ศ. 2390 ในสมัยรัชกาลที่ 3 และได้รับพระราชทานนามใหม่ว่า "วัดสุทัศนเทพวราราม"

ที่พระวิหารมี "พระศรีศากยมุนี" เป็นพระประธานซึ่งอัญเชิญมาจากสุโขทัย เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัยหล่อด้วยสำริดถอดแบบมาจากพระวิหารพระมงคลบพิตร กรุงศรีอยุธยา บานประตูใหญ่ของพระวิหารสลักไม้สวยงาม รอบพระวิหารมีถะ หรือเจดีย์ศิลาแบบจีนตั้งอยู่บนฐานทักษิณ เป็นถะ 6 ชั้น จำนวน 28 องค์, มีพระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธตรีโลกเชฏฐ์ เป็นพระประธานปางมารวิชัย ใหญ่กว่าพระที่หล่อในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ องค์อื่น ๆ, มีภาพจิตรกรรมฝาผนังอันเป็นฝีมือช่างชั้นครูในสมัยรัชกาลที่ 3 ที่งดงามมาก พระอุโบสถนี้นับว่ายาวที่สุดในประเทศไทย นอกจากนี้ ยังมีศาลาการเปรียญที่มีพระพุทธเสรฏฐมุนี เป็นพระประธานที่หล่อด้วยกลักฝิ่นเมื่อ พ.ศ. 2382 ในสมัยรัชกาลที่ 3 เช่นกัน
วัดสุทัศนเทพวรารามวรมหาวิหาร

สถานที่ตั้ง : บริเวณเสาชิงช้า ตรงข้ามศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร แขวงเสาชิงช้า เขตพระนคร
วัดประจำรัชกาล

รัชกาลที่ 9 : วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก

วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก วัดตามแนวพระราชดำริใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 เป็นพระอารามหลวง ชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อปี พ.ศ. 2531 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานพระราชดำริให้แก้ไขปัญหาน้ำเน่าเสีย ด้วยวิธีเติมอากาศที่บึงพระราม 9 ซึ่งเป็นที่ดินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และปรับปรุงสภาพพื้นที่เพื่อพัฒนาชุมชนบริเวณบึงพระราม 9 จึงได้ดำเนินการจัดตั้งวัด เพื่อเป็นพุทธสถานในการประกอบกิจของสงฆ์ และเป็นศูนย์รวมแห่งจิตใจของราษฎรในการที่ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน

ลักษณะของวัดมีความเฉพาะแตกต่างจากวัดอื่น เนื่องจากเป็นวัดขนาดเล็ก ใช้งบประมาณที่ประหยัดและเรียบง่ายที่สุด ประกอบด้วย อุโบสถ ศาลาอเนกประสงค์ สระน้ำ กุฏิเจ้าอาวาส กุฏิพระจำนวน 5 หลัง โรงครัว และอาคารประกอบที่จำเป็น อาคารทุกหลังจะใช้สีขาว ซึ่งแสดงถึงความบริสุทธิ์ สะอาด สวยงาม ส่วนอุโบสถจะเป็นลักษณะสถาปัตยกรรมสมัยโบราณผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ โดยคำนึงถึงประโยชน์การใช้สอยเป็นสำคัญ

สิ่งสำคัญของวัด เช่น พระอุโบสถ มีลักษณะผสมผสานกลมกลืนระหว่างสถาปัตยกรรมสมัยโบราณผสมผสานกับสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ซึ่งให้เกิดความเป็นเอกลักษณ์ โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งการใช้สอยเป็นสำคัญ และเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม พ.ศ. 2540 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ประกาศตั้ง วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก เป็นวัดในพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์

พระพุทธรูปปางมารวิชัย (ปางชนะมาร) พระประธานที่ประดิษฐาน ณ อุโบสถ ได้รับการออกแบบจาก เรืออากาศเอก อาวุธ เงินชูกลิ่น ซึ่งเป็นสถาปนิกของกรมศิลปากร และได้ทำการออกแบบทั้งสิ้น 7 แบบ ซึ่งมีลักษณะที่แตกต่างกัน จากนั้นมูลนิธิชัยพัฒนานำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อทอดพระเนตร และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยเลือกแบบ พระพุทธรูปปางมารวิชัย (ปางชนะมาร) โดยได้ทรงแก้ไขแบบอีกเล็กน้อยด้วยพระองค์เอง และคณะอนุกรรมการการก่อสร้างฯ ได้มอบให้ อาจารย์นนทิวรรธน์ จันทนะผะลิน คณบดีคณะจิตรกรรม มหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นผู้ปั้นพระพุทธรูปปางมารวิชัยในครั้งนี้ โดยมีขนาดความสูงจากทับเสร็จ (หน้ากระดาน) ถึงปลายรัศมี 180 เซนติเมตร ขนาดหน้าพระเพลา 120 เซนติเมตร มีพุทธลักษณะแบบรัตนโกสินทร์ ฐานชุกชีทำด้วยหินอ่อน ส่วนองค์พระพุทธรูปทำด้วยทองเหลืองผสมทอง ที่มีลักษณะผสมผสานระหว่างอุดมคติและเหมือนจริง ด้วยการห่มจีวรแบบพระสงฆ์ที่เหมือนจริง แต่มีพระเกศาเป็นอุดมคติ ซึ่งมีลักษณะที่สวยงาม กลมกลืน และประณีตยิ่งนัก
วัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก

สถานที่ตั้ง : ถนนพระราม 9 ซอย 19 เขตห้วยขวาง กรุงเทพมหานคร


แวะชิม ไร่สตรอว์เบอร์รี เชียงใหม่

 

เค้าว่ากันว่า "สตรอว์เบอร์รี" (Strawberry) ผลไม้สีแดงสด รูปร่างหน้าตาน่ารัก มีรสชาติหวาน ๆ เปรี้ยว ๆ และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ทั้งวิตามินเอ วิตามินบี วิตามินซี กรดโฟลิก และเส้นใยอาหาร อีกทั้งยังสามารถนำไปแปรรูปได้หลากหลาย ทั้งไวน์ แยม และน้ำผลไม้นั้น ยังเป็นผลไม้ "ขี้อาย" เพราะมันชอบหลบใต้ใบสีเขียว ๆ อีกด้วย 
          โดยที่อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ ถือว่าเป็นแหล่งปลูกสตรอว์เบอร์รีที่ใหญ่ที่สุดของประเทศไทย แถมยังเปิดให้นักท่องเที่ยวได้แวะเข้าไปท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเจ้าของไร่ยังใจดีเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวได้ลงไปเก็บลูกสตรอว์เบอร์รีจากต้นได้เองอีกด้วย งานนี้โดนใจนักท่องเที่ยวสุด ๆ ไปเลยล่ะค่ะ

เอาเป็นว่าหากใครมีโอกาสได้ไปแอ่วเมืองเหนืออย่าง "เชียงใหม่" ก็อย่าลืมแวะไปเที่ยวชม "ไร่สตรอว์เบอร์รี เชียงใหม่" กันดูนะจ๊ะ อะ ๆ ถ้าใครไม่รู้จะไปไร่สตรอว์เบอร์รีที่ไหนดี วันนี้กระปุกท่องเที่ยวเลยขออาสาเป็นไกด์พาไปเซอร์เวย์ตามไร่สตรอว์เบอร์รีต่าง ๆ กันจ้า โดยเริ่มที่...

ไร่สตรอว์เบอร์รีวงศ์วาน

ไร่สตรอว์เบอร์รีวงศ์วาน

ไร่สตรอว์เบอร์รีวงศ์วาน ตั้งอยู่กลางหุบเขาอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ โดยที่นี่จะปลูกสตรอว์เบอร์รีแบบชีวภาพปลอดสาร จึงทำให้ทางไร่สตรอว์เบอร์รีวงศ์วานได้ผลสตรอว์เบอร์รีผลใหญ่ สวย สด และปลอดภัยจากสารพิษ และที่นี่คุณสามารถลงมือเก็บผลสตรอว์เบอร์รีรับประทานกันแบบสด ๆ ได้เลย อีกทั้งภายในไร่สตรอว์เบอร์รียังมีร้านอาหารมุมสบาย ๆ สไตล์ธรรมชาติ ไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยวได้เพลิดเพลินไปกับการชิมไวน์ รวมถึงการได้รับความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการปลูกสตรอว์เบอร์รีและการผลิตไวน์

ทั้งนี้ นอกจากผลสตรอว์เบอร์รีสดแล้ว ยังมีการผลิตสินค้าแปรรูปจากผลสตรอว์เบอร์รีเป็นผลิตภัณฑ์ OTOP หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สตรอว์เบอร์รีอบแห้ง, น้ำสตรอว์เบอร์รี, แยมสตรอว์เบอร์รี และไวท์สตรอว์เบอร์รี ฯลฯ รวมถึงเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสบรรยากาศไร่สตรอว์เบอร์รีท่ามกลางทะเลหมอก พร้อมกับสูดโอโซนบริสุทธิ์ ทางไร่สตรอว์เบอร์รีวงศ์วานก็มีที่พักแบบโฮมสเตย์ไว้บริการ พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน (ราคาบ้านพัก เริ่มต้นที่ 500 บาท/คืน)

ที่ตั้ง : 269 หมู่ที่ 1 ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 08 5712 0901 และ 08 1796 3576
เว็บไซต์ : www.strawberrywongwan.com


ไร่นภ-ภูผา

ไร่นภ-ภูผา

นับว่าเป็นอีกหนึ่งไร่สตรอว์เบอร์รีสุดฮอตอันโด่งดังของเชียงใหม่ เพราะที่ ไร่นภ-ภูผา นอกจากจะได้ชื่นชมกับไร่สตรอว์เบอร์รีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา โดยซิกเนเจอร์อันโดดเด่นก็คือ บ้านไม้เก๋ ๆ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางไร่สตรอว์เบอร์รี โดยด้านบนจะเป็นร้านกาแฟ ให้คุณได้ดื่มกาแฟหอม ๆ พร้อมเสพวิวธรรมชาติในบรรยากาศแสนสบายแล้ว ที่นี่ยังมี "ไร่ส้ม" ให้ชมกันเพลิน ๆ หรือใครไม่อยากเดินเมื่อยก็สามารถเช่ารถ ATV และรถ Buggy ขับเที่ยวชมไร่ด้วยเหมือนกันจ้า

ส่วนใครจะลงไปเก็บสตรอว์เบอร์รีกันสด ๆ ก็ต้องซื้อคูปองในราคา 20 บาท กันซะก่อน สำหรับราคาของสตรอว์เบอร์รีขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ ด้านห้องพักที่ไร่นภ-ภูผา ก็มีให้เลือกหลากหลาย ทั้งแบบกระต๊อบ (ห้องน้ำรวม 400 บาท), บังกะโลไม้ (เครื่องทำน้ำอุ่น ทีวี พัดลม เตียงคู่ 1,000 บาท) และเต็นท์ (เต็นท์ของทางไร่+เครื่องนอน 250 บาท หากนำเต็นท์มาเอง 60 บาท )

ที่ตั้ง : 203 หมู่ 10 ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง เชียงใหม่
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 20.00 น.
โทรศัพท์ : 08 1603 9800
เว็บไซต์ : เฟซบุ๊ก ไร่นภ-ภูผา

สวนดอยแก้ว

สวนดอยแก้ว

สวนสตรอว์เบอร์รีอินทรีย์ 100% โดยเป็นศูนย์เรียนรู้ด้านการเกษตรโดยปราชญ์ชาวบ้าน นายวิทยา นาระต๊ะ เกษตรกรผู้ปลูกสวนสตรอว์เบอร์รีบนเนื้อที่ 20 กว่าไร่ เป็นสวนที่ปลูกสตรอว์เบอร์รีปลอดสารพิษ จนประสบความสำเร็จแล้วนำไปเผยแพร่และถ่ายทอดแนวคิดการทำเกษตรให้แก่ผู้อื่น จนเป็นที่ศึกษาดูงานของเกษตรและประชาชนทั่วไป ทั้งในจังหวัดและต่างจังหวัด

สำหรับ สวนดอยแก้ว เป็นสวนสตรอว์เบอร์รีที่เปิดให้นักท่องเที่ยวสามารถเข้าเก็บเองได้ โดยสตรอว์เบอร์รีของสวนดอยแก้วมีหลากหลายสายพันธุ์ ได้แก่ พันธุ์พระราชทาน 60, 72 และ 80 ที่มีรสชาติหอมหวานกว่าพันธุ์ 329 ที่ขายในท่องตลาดทั่วไป ให้เลือกเก็บได้ตามความชอบ และนอกจากสตรอว์เบอร์รีแล้วที่นี่ยังมีองุ่นไร้เมล็ดด้วย ส่วนผลิตภัณฑ์แปรรูปจากสตรอว์เบอร์รีก็มีให้เลือกมากมายตามใจชอบ เช่น ไวน์สตรอว์เบอร์รี, แยมเนื้อสตรอว์เบอร์รี, สตรอว์เบอร์รีอบแห้ง ฯลฯ ทั้งนี้ มาเที่ยวสวนดอยแก้วนอกจากจะได้เพลิดเพลินกับสตรอว์เบอร์รีแล้ว คุณยังสามารถขึ้นไปสักการะ "พระธาตุดอยนก" เพื่อความเป็นสิริมงคล หรือร่วมทำบุญสร้างบันไดขึ้นพระธาตุร่วมกับชาวบ้านได้ด้วยนะคะ

ที่ตั้ง : 103/5 หมู่ 5 ตำบลบ่อแก้ว อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 08 4803 9905 และ 08 0130 3628
เว็บไซต์ : www.m-culture.in.th และ เฟซบุ๊ก สวนดอยแก้ว-suandoikaew


ไร่สตรอว์เบอร์รีแม่อินสร – ลุงสมหวัง

ตั้งอยู่ที่อำเภอสะเมิง ทางไปเป็นไร่สตรอว์เบอร์รีแนวชาวบ้าน ๆ เจ้าของคือ แม่อินสร กับ ลุงสมหวัง ที่มักจะออกมาต้อนรับนักท่องเที่ยวด้วยอัธยาศัยที่ดีและเป็นกันเอง โดยคุณสามารถลงไปเก็บสตรอว์เบอร์รีเองได้ โดยทางไร่มีอุปกรณ์การเก็บไว้บริการพร้อม ทั้งกระป๋อง รองเท้าบูท และหมวกใส่กันแดด และเมื่อเก็บสตรอว์เบอร์รีจนหนำใจแล้ว ก็ได้เวลานำไปชั่งกิโลฯ เพื่อคิดเงิน และนำกลับบ้านแล้วล่ะจ้า ซึ่งที่ไร่สตรอว์เบอร์รีแม่อินสร – ลุงสมหวัง จะมีสตรอว์เบอร์รีให้เก็บไปจนถึงเดือนเมษายน

ที่ตั้ง : ใกล้ ๆ กับวัดแสนตอง ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

ไร่สตรอว์เบอร์รีไผ่สีทอง

ไร่สตรอว์เบอร์รีไผ่สีทอง

ไร่ไผ่สีทอง แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับการท่องเที่ยวและพักผ่อนในวันหยุด ที่สามารถพากันมาได้ทั้งครอบครัว ที่นี่พื้นที่ภายในไร่ ยังมีบริการที่พัก อาหารและเครื่องดื่ม ในบรรยากาศของชาวไร่สตรอว์เบอร์รีสะเมิงไว้ให้ได้ชื่นชม ดื่มด่ำบรรยากาศของไร่สตรอว์เบอร์รีสะเมิงแท้ ๆ อีกทั้งสตรอว์เบอร์รีที่นี่ยังปลอดยาฆ่าแมลง 100% ทุกกระบวนการเพาะปลูก โดนเน้นย้ำเรื่องความปลอดภัยและใส่ใจทุกขั้นตอน ทั้งนี้ หากคุณได้มาเยือนในไร่ไผ่สีทอง จะสามารถสัมผัสถึงวิถีชีวิตของชาวไร่สตรอว์เบอร์รีได้ และยังสามารถมีกิจกรรมร่วมกัน คือ การเก็บสตรอว์เบอร์รีจากสวน และซึ่งในหนึ่งปีจะมีแค่ครั้งเดียวเท่านั้น นอกจากนี้ ยังมีฟองดูสตรอว์เบอร์รีสด ๆ น้ำสตรอว์เบอร์รีให้ได้ชิมกัน รวมถึงมีที่พักแบบชาวสวนบริการด้วย อีกทั้งยังไม่เก็บค่าเข้าชม และสตรอว์เบอร์รีที่เก็บสามารถซื้อได้ในราคาถูกกว่าท้องตลาด

ที่ตั้ง : หมู่บ้านแม่สาบ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่
เวลาเปิด-ปิด : ทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 - 17.30 น. ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนเท่านั้น
โทรศัพท์ : 08 6312 5680 และ 08 1180 5258
เว็บไซต์ : www.strawberrychiangmai.com

ไร่สตรอว์เบอร์รีสะเมิง

ไร่สตรอว์เบอร์รีสะเมิง

ไร่สตรอว์เบอร์รีสะเมิง เน้นปลูกสตรอว์เบอร์รีอินทรีย์ ที่ถูกแวดล้อมด้วยขุนเขากว้างใหญ่ แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์ของที่นี่คือบ้านไม้ 2 ชั้น ทรงแปลกตา รวมถึงการตกแต่งที่เน้นสีสันสดใสชวนโพสท่าถ่ายรูปเป็นที่สุด แถมยังมีเมนูอาหารที่มีส่วนผสมของสตรอว์เบอร์รีให้ได้รับประทานกันด้วย อีกทั้งยังมีเครื่องดื่มให้ได้ลิ้มลองกัน ส่วนไฮไลท์สำคัญ คือ การลงมือเก็บผลสตรอว์เบอร์รี ซึ่งที่ไร่สตรอว์เบอร์รีสะเมิงก็มีบริการ พร้อมวิธีแนะนำเสร็จสรรพด้วย

ที่ตั้ง : ตำบลสะเมิงใต้ อำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่ (ห่างจากสามแยกที่ว่าการอำเภอสะเมิง 1 กิโลเมตร)
โทรศัพท์ : 0 5337 8112
เว็บไซต์ : www.strawberrysamoeng.com

ไร่สตรอว์เบอร์รีบนดอยอ่างขาง

หากมีโอกาสไปเยือนดอยอ่างขาง นอกจากจะอิ่มเอมกับดอกไม้นานาพันธุ์และทิวทัศน์ที่สวยสดงดงามแล้ว กิจกรรมอีกหนึ่งอย่างที่ไม่ควรพลาด นั่นคือ การไปชมแปลงสตรอว์เบอร์รีผลโต ๆ หวาน ๆ กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา ซึ่งเป็นของโครงการหลวง โดยคุณสามารถผลสตรอว์เบอร์รีติดไม้ติดมือกลับไปได้ (ราคาตามน้ำหนัก) ทั้งนี้ สตรอว์เบอร์รีที่ปลูก คือ พันธุ์พระราชทาน 80

ที่ตั้ง : บนดอยอ่างขาง อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่

สวนภูชิต

หากแวะมาเที่ยวดอยอ่างขาง แล้วอยากไปเก็บสตรอว์เบอร์รีชิล ๆ ชมวิวของขุนเขาสวย ๆ ต้องไปที่ สวนภูชิต เพราะที่นี่นอกจากจะมีเก็บสตรอว์เบอร์รีอินทรีย์ผลสีแดงสดน่าหม่ำด้วยมือน้อย ๆ ของเราแล้ว ยังอำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยวที่แวะเยี่ยมชมสวนด้วย ไม่ว่าจะเป็นลานจอดรถยนต์ ห้องน้ำ ห้องพักผ่อน ดื่มกาแฟและเครื่องดื่ม อีกทั้งยังมีผลไม้สดอย่างสตรอว์เบอร์รีและส้ม รวมถึงผลิตภัณฑ์แปรรูปจำหน่ายมากมาย

ที่ตั้ง : ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่
โทรศัพท์ : 08 1362 1165


ไร่สตรอว์เบอร์รี เชียงใหม่

อย่างไรก็ตาม ทุก ๆ ปีช่วงเดือนกุมภาพันธ์ จังหวัดเชียงใหม่ องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ อำเภอสะเมิง และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สำนักงานเชียงใหม่ จะจัดงาน "งานสตรอว์เบอร์รี และของดีเมืองสะเมิง" เป็นประจำ ณ บริเวณที่ว่าการอำเภอสะเมิง จังหวัดเชียงใหม่

ทั้งนี้ ภายในงานมีการออกร้านจำหน่ายสตรอว์เบอร์รี และพืชผลทางการเกษตร การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP กาดหมั้ว คัวฮอม การประกวดสตรอว์เบอร์รี และพืชผลทางการเกษตร การแสดงนิทรรศการของส่วนราชการต่าง ๆ การออกร้านมัจฉากาด การออกร้านของเอกชน และในตอนกลางคืนมีการประกวดธิดาชนเผ่า และธิดาสตรอว์เบอร์รี พร้อมการแสดงมากมาย

ตากลมชมทะเลบางปู



ขอขอบคุณข้อมูลและภาพประกอบจาก คุณ 7200rpme สมาชิกเว็บไซต์ FOTORELAX.COM

ในช่วงประมาณเดือนพฤศจิกายนถึงปลายเดือนพฤษภาคมทุกปี เหล่าบรรดา "นกนางนวล" จำนวนมากจะอพยพหนีหนาวจากแถบไซบีเรีย โดยมักหลบพักอาศัยกันแถว ๆ สถานตากอากาศบางปู หรือที่เรียกสั้น ๆ ว่า บางปู จังหวัดสมุทรปราการ จึงไม่แปลกที่จะมีเห็นนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปชื่นชมกับความน่ารักของเหล่านกนางนวล โดยเฉพาะยามเย็นที่มักไปดูนกนางนวลอย่างเพลิดเพลินใจ พร้อมนั่งรับลมชมพระอาทิตย์ตกสุดโรแมนติก
สำหรับ สถานตากอากาศบางปู ตั้งอยู่ในเขตตำบลบางปูใหม่ ริมถนนสุขุมวิท ห่างจากตัวเมืองประมาณ 11 กิโลเมตร เป็นสถานที่พักผ่อนของกรมพลาธิการทหารบก มีร้านอาหารและที่พักไว้บริการนักท่องเที่ยวในสไตล์สุดคลาสสิก ภายในบริเวณมีธรรมชาติอันสมบูรณ์ในพื้นที่ 639 ไร่ มีสะพานที่ทอดตัวเหยียดยาวออกไปในทะเลตลอด 500 เมตร ทำให้เป็นจุดดูนกและชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่ง สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 2323 9983

ทั้งนี้ นอกจากไปดูนกนางนวลชิล ๆ นั่งรับลมทะเลสบาย ๆ แล้ว ณ ศาลาสุขใจ ทุกวันเสาร์จะมีกิจกรรมเต้นรำและลีลาศ ตั้งแต่เวลา 17.00 - 21.00 น. สำหรับผู้ที่สนใจอีกด้วย ส่วนการเดินทางนั้น จากสามแยกสมุทรปราการเลี้ยวซ้ายไปตามถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ประมาณกิโลเมตรที่ 37 ให้กลับรถ สถานตากอากาศบางปูจะอยู่ริมถนนซ้ายมือ
แหม ๆ ดูเหมือนว่าที่บางปูจะมีกิจกรรมให้ทำมากมาย หากใครมีโอกาสก็ลองแวะเวียนไปเที่ยวกันนะจ๊ะ แต่วันนี้กระปุกท่องเที่ยวเลยหยิบเอาภาพความงดงามของนกนางนวลถลาลม ณ สถานตากอากาศบางปู ของ คุณ 7200rpme สมาชิกเว็บไซต์ FOTORELAX.COM มาให้ชมความงดงามกันดีกว่า ^___^




ไปบางปูมาครับ นกนางนวลเยอะมาก...ถึงมากที่สุดครับ แล้วผมก็ได้ภาพมาเยอะมากเช่นกัน แต่มีภาพที่ดูได้ไม่กี่รูปเอง เอาภาพที่พอดูได้มาฝากกันครับ

อุปกรณ์ : กล้อง SONY NEX 7 เลนส์มือหมุน pentacon 135/2.8, Porst 55/1.4 และก็เลนส์ติดกล้อง NEX 16 /2.8


บางปู
บางปู

บางปู
บางปู
บางปู
บางปู
บางปู

บางปู
บางปู

บางปู

ชวนไปเที่ยวจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เปิดฟาร์มให้นักท่องเที่ยวและผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมสัมผัสความความงามตามธรรมชาติ แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และวัฒนธรรมหมู่บ้านอีสาน ในงาน "เทศกาลจิม ทอมป์สัน ฟาร์มทัวร์" ระหว่างวันที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2555 ถึงวันที่ 13 มกราคม พ.ศ. 2556 ตั้งแต่เวลา 9.00 - 17.00 น. ณ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ตำบลตะขบ อำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา
โดยในปี พ.ศ. 2531 จากอำเภอปักธงชัย จังหวัดนครราชสีมา อันเลื่องชื่อในเรื่องผ้าไหมไปเพียง 25 กิโลเมตร จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ได้ถือกำเนิดขึ้นบนพื้นที่กว่า 600 ไร่ บนเชิงเขาพญาปราบ ตำบลตะขบ โดยเริ่มจากเป็นแหล่งผลิต ไข่ไหมจำหน่ายให้สมาชิกเกษตรกรเพื่อรับซื้อรังสดในการผลิตเส้นไหมและเป็นพื้นที่ปลูกหม่อนอันเป็นอาหารหลักของหนอนไหม และเมื่อย่างเข้าปี พ.ศ. 2544 จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม จึงได้เปิดเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตรปีละครั้งในเดือนธันวาคม ให้บุคคลทั่วไปที่หลงใหลในธรรมชาติได้ชื่นชมบรรยากาศอันงดงาม และเรียนรู้ประสบการณ์ด้านการเกษตร พร้อมเรียนรู้วงจรชีวิตของหนอนไหม ชมแปลงพืชผักและดอกไม้สีสวยสดนานาชนิด รวมถึงเลือกซื้อไม้ดอกไม้ประดับ และผลผลิตทางการเกษตรปลอดสารพิษ ซึ่งปลูกด้วยความเอาใจใส่จากเหล่าเกษตรกรของ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

 
จิมทอมสันฟาร์ม 2556

จิมทอมสันฟาร์ม 2556
จิมทอมสันฟาร์ม 2556

และในปี พ.ศ. 2550 จิม ทอมป์สัน ได้ริเริ่มนำบ้านอีสาน อันเป็นสถาปัตยกรรมไทยอีสานที่เป็นเอกลักษณ์มารวบรวมไว้บนพื้นที่กว่า 10 ไร่ ซึ่ง "หมู่บ้านอีสาน" แห่งนี้ได้กลายเป็นอีกหนึ่งจุดต้อนรับนักท่องเที่ยวที่หลงใหลในสถาปัตยกรรมอันทรงคุณค่า และวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามของภาคอีสาน โดยมีการจำลองวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณีการละเล่น อาหารการกิน และการประกอบอาชีพของชาวบ้านในอดีตให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสความเป็นอยู่ของชาวอีสานอันเรียบง่าย และพอเพียง ต่อมาในปี พ.ศ. 2552 จิม ทอมป์สัน ฟาร์มได้ริเริ่มโครงการ "Art on Farm" ขึ้นเพื่อเป็นโครงการนำร่องในการเชื้อเชิญศิลปินมาทำผลงานศิลปะในบริบทของการเกษตรเชิงนิเวศน์ และงานสถาปัตยกรรมอีสาน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นสะพานเชื่อมโยงศิลปะ ชีวิต และธรรมชาติเข้าด้วยกัน

ปัจจุบัน จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ยังคงเปิดต้อนรับนักท่องเที่ยว เป็นประจำทุกปีในเดือนธันวาคมจนถึงต้นเดือนมกราคม ด้วยตระหนักถึงความสำคัญของอาชีพปลูกหม่อนเลี้ยงไหม ซึ่งสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงการท่องเที่ยวเชิงเกษตรและวัฒนธรรม ซึ่งสร้างความสุขและ ประสบการณ์อันแปลกใหม่ให้ทั้งผู้เข้าชม และเกษตรกรของ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม

ในส่วนของโปรแกรมการท่องเที่ยว มีดังนี้...

ทุ่งปอเทืองและแปลงผักปลอดสารพิษ

จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ขอต้อนรับนักท่องเที่ยวทุกท่าน ณ อาคารศูนย์บริการนักท่องเที่ยว ด้วยทุ่งดอกดาวเรืองและแปลงผักปลอดสารพิษนานาพันธุ์ พร้อมชมความงามของทุ่งปอเทืองเหลืองอร่ามตา ในบริเวณเดียวกันท่านสามารถเลือกซื้อฟักทองหลากหลายชนิด พร้อมรับประทานอาหารและเครื่องดื่มตามอัธยาศัยก่อนขึ้นรถเพื่อชมความงามของจุดต่าง ๆ ต่อไป
จิมทอมสันฟาร์ม 2556

ทุ่งทานตะวันและลานฟักทอง

สัมผัสความงามแห่งธรรมชาติในอ้อมกอดอ่างเก็บน้ำลำสำลาย ซึ่งทอดตัวอยู่ทางทิศตะวันตกของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม และร่วมเก็บภาพความทรงจำกับทัศนียภาพอันสวยงาม ณ ทุ่งทานตะวัน และทุ่งคอสมอส ที่บานสะพรั่งต้อนรับผู้เข้าชม ตื่นตาตื่นใจกับ ฟักทองหลากหลายสายพันธุ์นับหมื่นผล รวมทั้งฟักทองยักษ์สีสันสดใสรูปทรงแปลกตา แปลงกะหล่ำปลียักษ์ชูช่อรอการมาเยือนของนักท่องเที่ยว พร้อมพักผ่อนในซุ้มเครื่องจักสานยักษ์ อาทิ กระติบข้าว ข้อง สุ่ม และแงบ จากจุดนี้ผู้เข้าชมสามารถนั่งรถนำเที่ยวหรือเลือกที่จะเดินชื่นชมธรรมชาติและบรรยากาศอันงดงามผ่านทุ่งทานตะวัน ทุ่งคอสมอส หรืออุโมงค์น้ำเต้าเพื่อไปยังจุดท่องเที่ยวต่อไป

จิมทอมสันฟาร์ม 2556

หมู่บ้านอีสาน

ชื่นชมสถาปัตยกรรมพื้นถิ่นอีสานที่หาดูได้ยากในปัจจุบัน ทั้งในส่วนของหมู่บ้านอีสานและหมู่บ้านโคราช สัมผัสวิถีชีวิต วัฒนธรรม ประเพณี การแสดงและการละเล่นต่าง ๆ มากมายของชาวอีสาน อิ่มอร่อยกับอาหารอีสานหลากหลายรสชาติ เรียนรู้วงจรชีวิตหนอนไหมที่ถักทอเส้นใยธรรมชาติ พร้อมชมทุ่งนาข้าวอินทรีย์และกระบวนการผลิตข้าวแบบพื้นบ้าน พร้อมเลือกซื้อข้าวอินทรีย์พื้นบ้านจากทุ่งข้าวของจิม ทอมป์สัน ฟาร์ม และถ่ายรูปคู่กับครอบครัวบุญหลาย ควายไทยแสนรู้ที่ยืนรอต้อนรับทุกท่านที่กระท่อมปลายนา นอกจากนี้ ยังอิ่มเอมใจไปกับผลงานศิลปะจากศิลปินมากฝีมือในโครงการ Art on Farm ที่จัดแสดงไปทั่วบริเวณ ก่อนแวะชมสิมน้ำ และนิทรรศการหมอลำที่หาชมได้ยากในหอไตรกลางน้ำ

จิมทอมสันฟาร์ม 2556

หมู่บ้านจิม

ร่วมย้อนรอยความเป็นมาของการผลิตผ้าไหมจิม ทอมป์สัน พร้อมเยี่ยมชมกระบวนการทอผ้า และพิมพ์ผ้าของจิม ทอมป์สัน และทดลองปฏิบัติจริงกับทุกขั้นตอนของการทอผ้า ก่อนเดินทางไปช้อปปิ้งยังจุดสุดท้าย
จิมทอมสันฟาร์ม 2556

ตลาดจิม ทอมป์สัน

หลังจากอิ่มเอมใจกับศิลปวัฒนธรรมอีสานแล้ว ผู้เข้าชมจะเข้าสู่จุดสุดท้ายของการท่องเที่ยว ชมการปลูกผักไฮโดรโปนิกส์และเก็บภาพความสวยงามท่ามกลางทุ่งไม้ดอกหลากสีสัน ปิดท้ายความสนุกสนาน ณ ตลาด จิม ทอมป์สัน เพื่อเลือกซื้อผัก ผลไม้ และดอกไม้ ตลอดจนผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของจิม ทอมป์สัน การสาธิตการพิมพ์ผ้า และทดลองพิมพ์ผ้าด้วยตัวเองเพื่อนำกลับบ้านเป็นที่ระลึก ก่อนอำลา จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม ด้วยความสนุกสนานและความประทับใจไม่รู้ลืม
จิมทอมสันฟาร์ม 2556

ทั้งนี้ จิม ทอมป์สัน ฟาร์ม เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมเพียงปีละครั้งเท่านั้น ราคาบัตร : วันธรรมดา ผู้ใหญ่ 120 บาท, เด็ก 80 บาท ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ผู้ใหญ่ 140 บาท และเด็ก 100 บาท หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ 0 2216 7368 และ 08 5660 7336 หรือ www.jimthompsonfarm.com และ เฟซบุ๊ก Jim Thompson FarmTour

 

โฆษณา